สวนเงินมีมา
0 ในตะกร้า สมาชิก

(หมด) ศิลปะการปฏิบัติสมาธิ

(หมด) ศิลปะการปฏิบัติสมาธิ ผู้แต่ง: มาติเยอ ริการ์
ผู้แปล: สดใส ขันติวรพงศ์

ติดต่อเรา

 
ข้อมูลสินค้า

การปฏิบัติสมาธิเข้ากันได้กับการงานอาชีพและชีวิตครอบครัว

ทำให้คุณสามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทุรนทุราย และเผชิญอนาคตด้วยความเมตตาและความมั่นใจ

ทำให้คุณสามารถเปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่ที่เคยชิน

ทำให้คุณพัฒนาการเข้าใจความจริงให้ถูกต้องมากขึ้น เข้าใจกฎของเหตุปัจจัยได้ประณีตลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ทำให้คุณหวั่นไหวน้อยลง ไม่หลงไปกับความสำเร็จที่ฉาบฉวย

ทำให้คุณกระทำกิจของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีส่วนในการสร้างสังคมที่มีปัญญา มีเมตตามากกว่าที่เป็นอยู่



[ตัวอย่างเนื้อหา]

ภาคหนึ่ง
 
ทำไมจึงต้องปฏิบัติสมาธิ

ลองมองตัวคุณเองอย่างจริงใจดูเถิด คุณอยู่ตรงไหนในชีวิต
ของคุณ จนถึงวันนี้แล้วคุณเห็นว่าสิ่งใดคือสิ่งสำคัญอันดับแรกๆในชีวิต และคุณตั้งใจจะทำอะไรกับเวลาที่เหลืออยู่

     เราทุกคนเป็นส่วนผสมของแสงและเงา เป็นส่วนผสมของสิ่งดีๆ และสิ่งบกพร่องพลั้งพลาด ชีวิตเราดีที่สุดเท่าที่จะดีได้แล้วหรือยัง เราต้องเป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ละหรือ ถ้าไม่ใช่ เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น เหล่านี้คือคำถามที่น่าจะถามตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราได้ข้อสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งพึงปรารถนาและเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

     ในโลกตะวันตกนั้น กิจกรรมไม่จบสิ้นกัดกินเราตั้งแต่เช้ายันค่ำจนเราไม่เหลือเวลา เหลือพลังให้ได้พิจารณาหาสาเหตุจริงๆ ที่ทำให้เราอยู่อย่างสุขหรือทุกข์ เราจินตนาการ ซึ่งก็ต้องพอมีสติอยู่บ้างว่าถ้าเราทำกิจกรรมมากๆ ประสบการณ์เราจะเข้มข้นมากขึ้น แล้วความอึดอัดขัดใจก็จะหายไป แต่ตามความเป็นจริงแล้ว พวกเราจำนวนมากยังรู้สึกหดหู่ หงุดหงิดกับลีลาชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

     เป้าหมายของการทำสมาธิคือการเปลี่ยนแปลงจิต ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของศาสนาหนึ่งใดโดยเฉพาะ เรามีจิตกันทุกคนและทุกคนสามารถทำงานกับจิตได้

การเปลี่ยนแปลงพึงปรารถนาหรือไม่
 
     น้อยคนนักที่จะพูดว่า การปรับปรุงวิถีการดำเนินชีวิตและการหาประสบการณ์ในโลกเป็นสิ่งไร้ค่า แต่บางคนคิดว่าความอ่อนแอบางด้าน และอารมณ์ที่ขัดแย้งเป็นของดีที่เติมเต็มชีวิตของพวกเขาพวกเขาเชื่อว่าการเล่นแร่แปรธาตุนิสัยใจคอของตนทำให้พวกเขามีเอกลักษณ์เฉพาะ และพวกเขาควรเรียนรู้ที่จะยอมรับตนเองอย่างที่มันเป็น พวกเขาไม่ตระหนักว่า ชีวิตเช่นนี้อาจนำไปสู่ชีวิตที่ขาดความพอใจอย่างเรื้อรัง และพวกเขาไม่ตระหนักด้วยว่า พวกเขาสามารถช่วยตัวเองได้ เพียงแค่ทบทวนชีวิต และใช้ความพยายามอีกสักเล็กน้อย

     ลองจินตนาการว่าใครบางคนแนะนำให้คุณทุกข์ทรมานอยู่กับความอิจฉาริษยาตลอดทั้งวัน อาตมาสงสัยว่า คุณอยากจะทำตามที่เขาบอกละหรือ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเขาแนะให้คุณใช้เวลาวันเดียวกันนั้นอยู่กับการรักชีวิตทั้งปวงอย่างเต็มหัวใจ เป็นไปได้ที่คุณจะเต็มใจทำตามที่เขาบอก อาตมามั่นใจว่าการอยู่กับความรักน่าปรารถนากว่าการอยู่กับความอิจฉาทั้งวัน

     แต่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็คือ ไม่ว่าความปรารถนาจะเป็นเช่นไรจิตใจเราก็มีแต่ความเดือดร้อนสับสน เราเสียเวลามากเหลือเกินอยู่กับความร้อนรุ่มกลุ้มใจ กับความคิดที่เจ็บปวด ความวิตกกังวลและความโกรธ คอยเลียแผลจากคำกล่าวร้ายหรือคำพูดรุนแรงของคนอื่น เมื่อเราต้องพบกับภาวะยุ่งยากเช่นนี้ เราอยากจะจัดการกับอารมณ์ของเราให้ได้ อยากควบคุมจิตใจให้ถึงจุดที่สามารถเป็นอิสระจากอารมณ์ทุกข์เหล่านี้ ถ้าทำได้คงโล่งใจ แต่ในเมื่อเราไม่รู้ว่าจะควบคุมจิตได้อย่างไร เราจึงคิดเอาแต่ได้ว่า เฮ้อ ชีวิตอย่างนี้เป็นเรื่อง ‘ปกติ’ หรือเป็น ‘ธรรมชาติ’ และนี่คือ ‘ธรรมชาติของมนุษย์’ ถึงจะเป็นธรรมชาติ แต่มันไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนา อย่างเช่นความเจ็บป่วยก็เกิดกับทุกคนเหมือนกัน แล้วมันห้ามเราไม่ให้ไปปรึกษาแพทย์ได้ละหรือ

     เราไม่อยากอยู่กับความทุกข์ ไม่มีใครที่ตื่นนอนตอนเช้าแล้วคิดว่า ‘เจ้าข้าเอ้ย ถ้าวันนี้ฉันทุกข์ได้ทั้งวันน่าจะดี หรือ ถ้าเป็นไปได้ขอให้เป็นทุกข์ทุกๆ วันไปตลอดชีวิต!’ ไม่ว่าเรากำลังทำสิ่งใด-งานสำคัญ งานประจำวัน เดินในป่า แสวงหาความสัมพันธ์ ดื่มชา-เราหวังเสมอว่าเราจะได้ประโยชน์หรือได้รับความพอใจจากสิ่งนั้น ไม่ว่าเพื่อตัวเราเองหรือเพื่อผู้อื่น ถ้าเราคิดว่า กิจกรรมนั้นๆ ไม่เกิดประโยชน์อันใดนอกจากความทุกข์ เราก็คงไม่ทำอะไรทั้งสิ้น มีชีวิตอยู่กับความท้อแท้

     บางครั้ง บางขณะ เรามีสันติสุขภายใน มีความรักอย่างไพศาล มีความมั่นใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง แต่ส่วนใหญ่แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงประสบการณ์ที่ผ่านไปไว เปิดทางให้แก่ความรู้สึกที่น่ายินดีน้อยกว่าเข้ามาแทนที่ จะเป็นอย่างไร ถ้าเราสามารถฝึกจิตเพื่อปลูกกุศลขณะเหล่านั้นให้เติบโตได้ ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย การเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น มีความอิ่มเอิบภายใน พร้อมๆ กับได้ช่วยแบ่่งเบาความทุกข์ และมอบความสุขสวัสดีให้แก่ผู้อื่น เป็นสิ่งน่าพิศวงมิใช่หรือบางคนคิดว่า ถ้าไม่มีความขัดแย้งภายใน ชีวิตคงน่าเบื่อ แต่เราทุกคนคุ้นเคยกับความทุกข์ที่มากับความโกรธ ความโลภหรือความอิจฉาริษยา แล้วเราก็นึกขอบคุณความรู้สึกดีๆ ที่มากับความเมตตาปรานี ความพอใจยินดี และความสบายใจเมื่อได้เห็นผู้อื่นมีความสุข ความรู้สึกกลมกลืนที่ร้อยรัดอยู่กับความรักผู้อื่นมีความดีอยู่แล้วในตัวมันเอง และมันบอกกล่าวให้ผู้อื่นรับรู้ได้โดยตัวมันเองเช่นกัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความอดทน อารมณ์ที่มีดุลยภาพและลักษณะดีงามอื่นๆ ก็ทำนองเดียวกัน ถ้าเราสามารถเรียนรู้ที่จะปลูกฝังสันติสุขภายใน และความรักอันไพศาล พร้อมๆ กับลดละทิฏฐิมานะที่เอาตนเป็นที่ตั้ง และลดความคับข้องใจที่เกิดจากทิฏฐิมานะนั้นลงไปได้ ความมั่งคั่งในชีวิตของเราจะไม่สูญหายไปไหนทว่าจะตรงกันข้ามเลยทีเดียว การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้หรือไม่
 
     เมื่อเป็นอย่างนี้ ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งพึงปรารถนาหรือไม่ แต่อยู่ที่เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปลี่ยนแปลง บางคนอาจคิดว่า พวกเขาเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะอารมณ์ก่อทุกข์ของพวกเขาผูกติดอยู่กับจิตอย่างแนบแน่น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะขจัดอารมณ์เหล่านั้นโดยบางส่วนของชีวิตเขาจะไม่ถูกทำลายไปด้วย

     จริงอยู่ โดยทั่วๆ ไปแล้ว นิสัยใจคอของคนมักจะเปลี่ยนได้ไม่มาก ถ้าเราศึกษาคนกลุ่มเดียวกันในทุกช่วงสามสี่ปี น้อยนักที่จะพบว่า คนขี้โกรธเปลี่ยนเป็นคนอดทน คนอารมณ์ผันผวนได้พบความสงบภายใน หรือคนนิสัยดัดจริตเรียนรู้ที่จะอ่อนน้อมถ่อมตนทว่า แม้การเปลี่ยนแปลงทำได้ไม่ง่ายนัก แต่คนบางคนก็เปลี่ยนแปลงได้จริง ซึ่งแสดงว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ ประเด็นอยู่ตรงที่นิสัยด้านลบของเรามีแนวโน้มที่จะยืนหยัดอยู่ต่อไป ถ้าเราไม่ทำอะไรเพื่อเปลี่ยนสถานะเดิมของมันแล้ว การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราปล่อยให้แนวโน้มนิสัยที่เคยชิน และแบบแผนความคิดเป็นไปของมันเองอย่างอัตโนมัติอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเสริมพลังให้แก่มันด้วยการย้ำคิดย้ำทำซ้ำๆ เดิมๆ อยู่วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า แต่แม้กระนั้นแนวโน้มและแบบแผนดังกล่าวก็อาจถูกท้าทายได้

     แน่นอน ความก้าวร้าว ความโลภ ความอิจฉา และพิษทางจิตอื่นๆ เป็นส่วนหนึ่งอยู่ในตัวเรา แต่มันเป็นส่วนที่ไม่อาจแยกจากตัวเราอย่างนั้นหรือ ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น ตัวอย่างเช่น น้ำในแก้วใบหนึ่งมีไซยาไนด์ผสมอยู่ปริมาณมากพอที่จะทำให้เราตายได้ตรงนั้น แต่น้ำในแก้วใบเดียวกันนี้อาจมีโอสถเพื่อการบำบัดรักษาผสมอยู่ด้วยก็ได้ ไม่ว่ากรณีใด H2O สูตรเคมีของน้ำก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มันไม่เป็นทั้งยาพิษ หรือเป็นยารักษา สภาพของน้ำที่แตกต่างเป็นสิ่งชั่วคราวตามสภาพแวดล้อม อารมณ์ของเราหรือนิสัยที่ไม่ดี ก็เป็นแค่ธาตุธรรมชาติชั่วคราวตามสภาพแวดล้อมเช่นกัน

ฐานของสติ
 
     คุณสมบัติชั่วคราวตามสภาพแวดล้อมนี้จะแจ่มแจ้งแก่เรา เมื่อเราตระหนักว่า คุณสมบัติเบื้องต้นของสติซึ่งเปรียบได้กับน้ำตามตัวอย่างข้างต้น คือ ‘แค่รู้’ การรู้โดยตัวมันเองนั้นไม่ดีไม่เลว ถ้าเรามองเบื้องหลังกระแสปั่นป่วนของความคิดและอารมณ์ที่ไหลผ่านจิตเราทั้งวันทั้งคืน ฐานของสติคือการรู้ จะอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา มันรับรู้ทุกสิ่งไม่ว่าธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ จะเป็นเช่นไร พุทธศาสนาอธิบายการรู้ของจิตด้วยคำว่า ‘แจ้ง’ เพราะมันรู้แจ้งทั้งภายนอกภายใน ของความรู้สึก อารมณ์ การใช้เหตุผล ความจำ ความหวังและความกลัว

     แม้ ‘การรู้’ เป็นฐานของทุกปรากฏการณ์ทางจิต แต่โดยตัวมันเองนั้น การรู้ ไม่รับผลใดๆ จากปรากฏการณ์เหล่านั้น แสงอาจส่องบนใบหน้าที่บิดเบ้เพราะความเกลียด หรือบนใบหน้าที่ยิ้มแย้มมันอาจส่องบนเพชรหรือบนกองขยะ แต่ตัวแสงเองนั้นไม่ได้ต่ำช้าหรือน่ารัก ไม่สกปรก ไม่สะอาด เมื่อเข้าใจว่าธรรมชาติแท้ๆ ของสติ คือ เป็นกลางๆ ไม่บวกไม่ลบ เราก็จะเข้าใจได้ว่าเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนจิตจักรวาลของเรา ด้วยการปรับเปลี่ยนเนื้อหาของความคิดและประสบการณ์ ฐานของสติซึ่งสว่าง อยู่ในภาวะกลางๆ ไม่บวกไม่ลบ ย่อมเปิดพื้นที่ให้เราได้สังเกตปรากฏการณ์ทางจิตได้อย่างอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของปรากฏการณ์นั้นๆ ทั้งยังให้เราได้สร้างสรรค์เงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อการเปลี่ยนแปลงปรากฏการณ์ทางจิตเหล่านั้นอีกด้วย


ราคา 170.00 บาท



 
 

หมวดหมู่: ศาสนา
ความสุข: คู่มือพัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญที่สุด พิมพ์ครั้งที่ ๒
คืนสู่สามัญ (ชุดธรรมบรรยาย เล่ม ๓)
มีใจเป็นมิตร มีจิตเป็นเพื่อน (ชุดธรรมบรรยาย เล่ม ๑)
เล็กน้อยแต่ไม่จิ๊บจ๊อย
ตื่น (Awakening)
อยู่กับมาร พิมพ์ครั้งที่ ๒